วันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Richard Johnsom


Richard Johnson

ชื่อ : จอห์นสัน ริชาร์ด ()  แนวความคิด : ทฤษฎีเชิงระบบ  Systems theory

1.  แนวคิด
        แนวคิดหลัก  (key concepts)    องค์การถูกพิจารณาเป็นระบบเปิด
         ² การบริหารจัดการต้องมีปฏิกิริยาสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับ ปัจจัยนำเข้าไปสู่ผลผลิต
         ² วัตถุประสงค์ขององค์การจะต้องมุ่งที่ประสิทธิภาพและประสิทธิผล
         ² องค์การจะประกอบด้วยระบบย่อยจำนวนมาก
         ² มีหลายช่องทางที่จะได้ผลลัพธ์เหมือนกัน
         ² การรวมตัวจะมีขนาดใหญ่กว่าผลรวมของแต่ละชิ้นส่วน

2. เครื่องมือนี้คืออะไร มีองค์ประกอบอะไร
           ทฤษฎีเชิงระบบ  (stems theory )  เป็นวิธีการจัดการที่ผสมผสานหน้าที่การจัดการกิจกรรมการจัดการและการวางแผนกลเชิงยุทธ์เข้าด้วยกัน  โดยพิจารณาถึงสภาพแวดล้อมภายนอก องค์การจะต้อง มีปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมเพื่อความอยู่รอด  ซึ่งมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้
            ปัจจัยนำเข้า(inputs) ทรัพยากรทางกายภาพ ทรัพยากรทางการเงิน   ทรัพยากรมนุษย์  ทรัพยากรข้อมูล
          กระบวนการแปรสภาพ     (transformation)     หน้าที่การจัดการ    การปฏิบัติด้านเทคโนโลยี่   กิจกรรมการผลิต
           ผลผลิต(outputs) สินค้าและบริการ กำไรขาดทุน พฤติกรรมพนักงาน

3.  เครื่องมือนี้ใช้เพื่ออะไร
            ประโยชน์ของทฤษฎีนี้  ช่วยให้สามารถมองภาพรวมขององค์การได้ โดยอย่างยิ่ง การมองเห็นปฎิสัมพันธ์ ระหว่างระบบย่อย ต่าง ๆ  นอกจากนี้ยัง ชึ้ให้เห็นว่า การปรับตัวขององค์การที่มีต่อสิ่งแวดล้อม

4.  ข้อดี/ข้อเสียของเครื่องมือ
           ข้อดี
               ทำให้ยอมรับความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างองค์การกับสภาพแวดล้อมภายนอก 
           ข้อเสีย
               ไม่สามารถให้คำแนะนำที่เฉพาะเจาะจงในหน้าที่และงานของผู้บริหาร 

5. ใช้อย่างไร  /จัดทำอย่างไร
            ระบบโดยทั่วไปประกอบด้วย  2  ระบบได้แก่
              1. ระบบปิด  (closed systems) หมายถึง  ระบบที่เน้นเฉพาะกิจกรรมภายในที่เกี่ยวข้องกับตนเองเป็นหลักแต่ให้ความสนใจหรือเกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อม  (Environment) น้อยมากหรือแทบจะไม่ให้ความสนใจเลย ในกรณีของระบบปิด  สภาพแวดล้อมจะไม่มีผลต่อระบบ  แต่ในความจริงแล้วระบบองค์การ (สังคมหรืออุตสาหกรรม) จะเป็นระบบเปิดเสียส่วนใหญ่

 2. ระบบเปิด (open  systems) หมายถึง ระบบที่มีลักษณะเน้นการมีปฏิกิริยาสัมพันธ์กับ
สภาพแวดล้อมภายนอกระบบ  ซึ่งจะมีปฏิกิริยาต่อเนื่องกับสภาพแวดล้อม  ระบบเปิดนี้จะมีโครงสร้างที่มีความยืดหยุดสูงและมีขั้นตอนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง  ดังนั้นความแตกต่างระหว่างขอบเขตของระบบและสภาพแวดล้อมจึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจดำเนินงานของผู้ทำการตัดสินใจ  สำหรับระบบเปิดนี้ขอบเขตระบบจะขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของผู้ปฏิบัติงานเป็นสำคัญ

 
 เน้นความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างและสิ่งแวดล้อม

6.  มีใครนำเครื่องมือนี้ไปใช้บ้างและได้ผลสรุปอย่างไร
            1. สร้างความเชื่อมั่นและความพึงพอใจในคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา
            2. สร้างการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานของทุกฝ่าย  ทั้งครู  บุคลากรที่เกี่ยวข้อง  ผู้ปกครอง  ชุมชน  และสังคม
           3. สร้างระบบการดำเนินงานที่มีคุณภาพในสถานศึกษา  และติดตามตรวจสอบการดำเนินงานได้
           4. สร้างความสามารถในการจัดการศึกษาของสถานศึกษา  ทั้งผู้บริหาร  ครู –อาจารย์  และ บุคลากรที่เกี่ยวข้องให้เป็นที่เชื่อถือและศรัทธาของผู้ปกครอง     ชุมชน  และสังคม
           5. สร้างคุณภาพให้ได้ตามมาตรฐาน  และยกระดับมาตรฐานคุณภาพให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

7. กรณีศึกษา
        กรณีศึกษาระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนสาธารณะ   


 

ขอบคุณที่มาของข้อมูล

คุณพรรณเพ็ญ  สิทธิพัฒนา

 

รวบรวมโดย

นางสาวรุ่งลักษมี   รอดขำ

DBA 04 มหาวิทยาลัยศรีปทุม


Max Weber


Max Weber
 
ประวัติความเป็นมา
     ชีวิตและการทำงาน Max Weber อยู่ในช่วงปี ค.ศ.1864-1920 ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญที่มีการค้นพบทฤษฎีของ Henri Fayol และ Frederick W. Taylor ด้วย Max Weber เกิดในประเทศเยอรมันและอยู่ในตระกูลที่ร่ำรวย ครอบครัวเกี่ยวข้องกับการเมือง เป็นที่นับถือในสังคม Weber สนใจในด้านสังคมวิทยา ศาสนา เศรษฐศาสตร์ และการเมือง ในช่วงที่ Weber เขียนหนังสือ The Protestant Ethic and the Spirit of Capitalism เขามีโอกาสเข้าไปในประเทศสหรัฐอเมริกา และได้เห็นระบบนายทุน ในปี ค.ศ.1904 Weber ได้รับเชิญให้ร่วมประชุมที่ Saint Louis ซึ่งเป็นเรื่องของสังคมวิทยาของศาสนา (Sociology of religion) และต่อมาได้นำเสนอแนวคิดการจัดองค์การ ที่เรียกว่า Bureaucracy    แมคซ์ เวเบอร์ เป็นนักทฤษฎีองค์การชาวเอยรมัน ซึ่งอธิบายทฤษฎีเกี่ยวกับการครอบงำ (Domination) โดยเขาเห็นว่าผู้นำหรือนักบริหารจะบริหารงานให้มีประสิทธิภาพได้ ขึ้นอยู่กับการที่ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชายินยอมที่จะปฏิบัติตาม และจะต้องมีระบบการบริหารมาดำเนินการให้คำสั่งมีผลให้บังคับได้
1. อำนาจการปกครองบังคับบัญชา (Domination)
   - การปกครองหรือการครอบงำโดยอาศัยจารีตประเพณี
  - การปกครองหรือการครอบงำโดยใช้บารมี
  - การปกครองหรือการครอบงำโดยวิธีกฎหมายและการมีเหตุผล
2. ลักษณะ
  - มีการควบคุมกันโดยการแบ่งลำดับชั้นของการบังคับบัญชา
  - การปฏิบัติงานทุกขั้นตอนเป็นไปตามกฎ/ระเบียบ
  - การจัดคนที่มีความรู้ความชำนาญเข้าด้วยกัน
  - การบริหารงานโดยไม่อาศัยเรื่องส่วนตัว
  - เน้นการยึดถือความสามารถทางวิชาการ
  - การเน้นความสำคัญของการพัฒนาบุคคล
  - แยกผลประโยชน์ส่วนตัวออกจากตัวองค์การ


ข้อดีและข้อเสีย
   ข้อดี...
      1.   องค์การมีประสิทธิภาพในการทำงาน (Efficiency)
      2.   มีความเสมอภาค (Equity)
   
ข้อเสีย
      1.   เกิดความแปลกแยก (Aienation) ต่อองค์การ งาน และกฎระเบียบ
      2.   เกิดความเฉื่อยชา ไม่มีประสิทธิภาพ
     3.   เกิดความล่าช้า (Red Tape) เพราะต้องเน้นกฎ/ระเบียบและการติดต่อสืื่อสารแบบเป็นทางการ
     4.   ความไม่คล่องตัว (Rigidity) เนื่องจากเน้นการควบคุมจากเบื้องบน
     5.   เน้นความสำคัญของกฎ/ ระเบียบ และข้อบังคับมากเกินไป จนมองข้ามความสำคัญในส่วนอื่น
     6.   แบ่งแยกงานกันตามความถนัดมากจนเกินไป
     7.   ขาดการประสานงาน
    
8.   การต่อต้านการเปลี่ยนแปลง

ขั้นตอนการจัดทำ

 การนำไปใช้ :
      ทฤษฎีระบบราชการถือเป็นหลักการสำคัญที่ใช้กับหน่วยงานในภาครัฐทั้งหมด ตั้งแต่สมัยราชการที่ ๕ จนถึงปัจจุบัน ตลอดจนองค์กรในภาคเอกชน
ที่ต้องการความชัดเจนในการบริหารจัดการ ซึ่งมีลักษณะสำคัญขององค์กรดังนี้  ตัวอย่างการใช้ ได้แก่ การกำหนดแผนปฏิบัติราชการกองทัพเรือตามแนว

ทางของ  ก.พ.ร. (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ) ผลที่ได้นั้น คือ  แผนยุทธศาสตร์หรือแผนกลยุทธ์และแผนปฏิบัติราชการหรือแนวทางใน

การนำแผนกลยุทธ์ไปปฏิบัติ

กรณีศึกษา
 

การกำหนดแผนปฏิบัติราชการกองทัพเรือตามแนวทางของ  ก.พ.ร. (www.navy.mi.th/navy_admin/1.0/document/manual.pdf )

รวบรวมโดย :
นางสาวรุ่งลักษมี  รอดขำ
DBA 04 มหาวิทยาลัยศรีปทุม



Frederick Winslow Taylor


 
 
Frederick Winslow Taylor

ประวัติความเป็นมา

              Frederick Winslow Taylor (March 20, 1856 – March 21, 1915)  เป็นผู้ค้นพบการพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงาน จนได้รับยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์
              ผลงานพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงานของแรงงานที่มีชื่อเสียงของ Taylor คือการจัดการผลผลิตในการขนเหล็กของโรงงานหลอมเหล็ก โดยการค้นคว้าหาวิธีที่ดีที่สุดในการขนเหล็ก ทั้งในด้านความเหมาะสมของอุปกรณ์ที่ใช้ในการขนแต่ละครั้ง การฝึกอบรมวิธีการใช้อุปกรณ์ให้แก่คนงาน การแบ่งงานของคนงานออกเป็นส่วนๆให้ชัดเจน เพื่อให้ผู้รับผิดชอบงานแต่ละส่วนมีความชำนาญเฉพาะด้าน ตลอดจนการใช้วิธีการจ่ายค่าแรงเป็นรายชิ้น ส่งผลให้ผลผลิตเฉลี่ยในการขนเหล็กเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าตัว

การจัดการเชิงวิทยาศาสตร์ (Scientific Management)

•      การจัดการแบบวิทยาศาสตร์นั้นหมายถึงการจัดการงานที่มีระบบโดยศึกษาเหตุและผลเพื่อหาวิธีการที่ดีที่สุดจากการทำงานนั้น  โดยอาศัยการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์หาวิธีการที่ดีที่สุด

•      ทั้งนี้เป็นการสร้างกระบวนการทำงานที่อยู่บนการตัดสินใจจากข้อมูลและการวิเคราะห์เชิงวิทยาศาสตร์ ต่างจากอดีตที่อาศัยประสบการณ์หรือRule of Thumb

องค์ประกอบของการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์

1.พัฒนาหลักการแบบวิทยาศาสตร์ขึ้นมาใช้เป็นมาตรฐานในการทำงาน

2.ต้องมีการคัดเลือกคนตามหลักการวิทยาศาสตร์เพื่อให้ได้คนที่เหมาะสมกับงาน

3.ต้องพัฒนาบุคคลแต่ละคนให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

4.สร้างความร่วมมือในการทำงานอย่างฉันท์มิตรให้เกิดขึ้นในองค์การ

เหตุผลที่ใช้การจัดการเชิงวิทยาศาสตร์

•      มีกระบวนการในการพัฒนาประสิทธิภาพของการทำงาน โดยคิดและวิเคราะห์จากการเก็บข้อมูลจริง ทำให้สามารถออกแบบกระบวนการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม เช่น การศึกษาวิธีการเคลื่อนไหวของคนงานและเวลาที่ใช้ในการปฏิบัติ (time and motion study)

•      เนื่องจากกระบวนการวิทยาศาสตร์มีขั้นมีตอนที่ชัดเจนและสามารถพิสูจน์ได้จึงนำมาสู่การสร้างมาตรฐานการทำงาน

•      การพัฒนาประสิทธิภาพของกระบวนการทำงานทำสามารถเพิ่มปริมาณการผลิตได้โดยใช้ทรัพยากรเท่าเดิมหรือลดลง

ข้อดีและข้อเสียของการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์

    ข้อดี

•      เป็นการประยุกต์ใช้หลักทางด้านวิทยาศาสตร์เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของการทำงานให้ได้สูงสุด

•      หลักทางวิทยาศาสตร์มีความแน่นอนและสามารถพิสูจน์ได้

•      มีการจัดหมวดหมู่งานให้มีความเป็นระเบียบและแบ่งคนตามประเภทของงานตามความถนัด

•      การจ่ายค่าแรงเป็นต่อชิ้นงานเป็นการกระตุ้นให้คนงานต้องขยันทำงานเพื่อให้ได้ค่าจ้างเพิ่มขึ้น

   ข้อเสีย

•      มองภาพของคนเสมือนหนึ่งเครื่องมือ ที่ต้องทำงานได้ตามเป้าที่วางไว้เสมอ

•      ศึกษาเฉพาะปัจจัยที่สามารถวัดได้และพิสูจน์ได้ ทั้งๆที่ยังมีปัจจัยอื่นที่สำคัญซึ่งมีผลกระทบต่อประสิทธิภาพของงานเหมือนกัน เพียงแต่วัดได้ยาก

•      ถูกมองว่าเป็นการกดขี่แรงงาน และการใช้เครื่องมือจับเวลาอาจจะทำให้คนงานรู้สึกเหมือนโดนจับผิดและไม่อยากทำงาน

•      ทำให้ยึดติดกับกระบวนการมากเกินไปทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาใหม่ๆที่ยังไม่เคยศึกษา

References
            Management : from the Executive ‘s Viewpoint , ดร.สาคร สุขศรีวงศ์ , ISBN 9748513386
            http://en.wikipedia.org/wiki/Frederick_Winslow_Taylor
            http://www.slideshare.net/wiraja/ss-8385209

การนำไปใช้
         ตามทฤษฎี "การจัดการอย่างมีหลักการ (Scientific Management)" นี้ Taylor เห็นว่าสามารถนำไปใช้ได้กับขั้นตอนการปฏิบัติงานทุกประเภท อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติความคิดเกี่ยวกับวิทยาการจัดการของ Taylor ได้รับการต่อต้านจากหลายฝ่าย เช่น นักบริหารระดับผู้จัดการ หัวหน้างานที่ไม่มีความรู้/ ความคิดที่ Taylor ให้การยกย่องผู้เชี่ยวชาญพิเศษ (Specialist) ส่วนสหภาพแรงงานก็ต่อต้านเพราะรู้สึกว่า Taylor มองคนเหมือนหุ่นยนต์

Lyndall Urwick


Lyndall Urwick

ประวัติความเป็นมา/แนวคิด

Lyndall Urwick เกิดเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 1891 (พ.ศ. 2434) เป็นชาวอังกฤษ สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีจาก Oxford ตามปกติเมื่อพูดถึง Urwick ก็ต้องพูดถึง Gulick พร้อมๆกันเพราะผลงานของทั้งสองเป็นที่โด่งดังในเรื่อง Organization Theory มีคำย่อออกมาสู่สายตาชาวโลก คือ POSDCoRB
            Urwick เสียชีวิตเมื่อ 5 ธันวาคม 1983 (พ.ศ. 2526) แนวความคิดนี้ประยุกต์เพิ่มเติม มาจากแนวความคิดที่ปรมาจารย์ Henri Fayol บัญญัติเอาไว้ โดยต่อยอดให้ชัดเจนขึ้น แนวความคิดจึงค่อนไปทางbureaucratic อยู่บ้าง

องค์ประกอบของ POSDCoRB
·       P = Planning                การวางแผน

·       O = Organizing            การจัดองค์กร

·       S = Staffing                  การจัดคนเข้าทำงาน

·       D = Directing               การสั่งการ

·       Co = Co-Ordinating     การประสานงาน

·       R = Reporting              การรายงาน

·       B = Budgeting              การงบประมาณ

 

 

POSDCoRB ใช้เป็นเครื่องมือบริหารงานครบวงจรของฝ่ายบริหารระดับสูง เพื่อบริหารองค์กรอย่างมีระบบ โดยเริ่มจาก การวางแผน ตั้งเค้าโครงเป้าหมายที่จะทำ, จัดโครงสร้างองค์กร, จัดคนเข้าตามโครงสร้าง, อำนวยการ สั่งการ ตามลำดับชั้น ให้งานเดินไปสู่เป้าหมาย
            จากนั้นจะต้องมีการประสานงานระหว่างฝ่าย แผนกต่างๆ ให้มีความต่อเนื่องกัน โดยมีการรายงานเพื่อให้ทราบผลการปฏิบัติงาน และสุดท้ายมีงบประมาณไว้คอยควบคุมทางการเงินให้เป็นไปตามเป้าหมาย

 ข้อดีและข้อเสียของ POSDCoRB

ข้อดี:
           ·       ครอบคลุมการบริหารงานทั้งองค์กร
           ·       ใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัย ไม่ตกรุ่น
           ·       เข้าใจง่าย ชัดเจน
           ·       ใช้ได้กับองค์กรทุกประเภท
    ข้อเสีย:
           ·       ใช้ได้กับภาพรวมองค์กรเท่านั้น
           ·       ต้องได้รับความร่วมมือทั้งองค์กร

POSDCoRB ใช้บริหารงาน.ให้มีประสิทธิภาพ โดยยึดหลักการแบ่งงานกันทำตามหน้าที่ ตามความถนัด โดยแบ่งงานให้เป็นตามกระบวนการ วัตถุประสงค์ และหน่วยงานที่จะต้องจัดองค์กร โดยรูปแบบจะเป็นรูปสามเหลี่ยมปิรามิด มีสายการบังคับที่ชัดเจน โดยมีกรอบงบประมาณป็นตัวควบคุม
           ศาสตราจารย์ Luthes Gulick และศาสตราจารย์ LyndallUrwick ที่ได้นำหลักการจัดการของ Fayol มาปรับปรุงประยุกต์กับการบริหารราชการ เขาได้เสนอแนะการจัดหน่วยงานในทำเนียบแก่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
เพื่อให้ตอบคำถามว่า อะไรคืองานของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในที่สุดได้คำตอบสั้น ๆ คือ POSDCoRB
Model ซึ่งก็หมายถึงกระบวนการบริหาร 7 ประการ

 

 

 

ขอบคุณที่มาของข้อมูล
                                                            คุณชนินทร์  สุขสุวรรณ

 

 

รวบรวมโดย
นางสาวรุ่งลักษมี   รอดขำ
DBA 04 มหาวิทยาลัยศรีปทุม

Edward Damming


 Edward Damming

ผลงาน :  หนังสือ ชื่อ Out of the crisis  และ The new Economic for Industry, Government Education

1. หลักการ/แนวคิด/ประวัติความเป็นมา
       §  Dr. WilliamEdwards Deming ได้พัฒนาวงจร PDCA ขึ้นมาจากแนวคิดของ Dr. W.A. Shewhart ในระยะแรกรู้จัก วงจร PDCA ในนาม Shewhart Cycle จากนั้น Dr. William Edwards Deming ได้นำพัฒนาปรับใช้ในการควบคุมคุณภาพในวงการอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น จึงมีชื่อเรียกว่า Deming Cycle (สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น, 2552)
       §   Dr. William Edwards Deming มีความเชื่อว่า คุณภาพสามารถปรับปรุงได้ จึงเป็นแนวคิด ของการพัฒนาคุณภาพงานขั้นพื้นฐาน เป็นการกำหนดขั้นตอนการทำงานเพื่อสร้างระบบการผลิตให้สินค้ามีคุณภาพดี การให้การบริการดี หรือทำให้กระบวนการทำงานเป็นไปอย่างมีระบบโดยใช้ได้กับทุกๆสาขา วิชาชีพแม้กระทั่งการดำเนินชีวิตประจำวันของมนุษย์

2. เครื่องมือนี้คืออะไร/มีองค์ประกอบอะไร

PDCA หรือ Deming Cycle คือ วงจรการบริหารงานคุณภาพ ประกอบด้วย

             P (Plan) คือ   ขั้นตอนการวางแผน เพื่อเลือกปัญหา ตั้งเป้าหมาย การแก้ปัญหา และวางแผนแก้ปัญหา

            D (Do)   คือ   ขั้นตอนการดำเนินการแก้ไขปัญหาตามแนวทางที่วางไว้

            C (Check)   คือ   ขั้นตอนการตรวจสอบ และเปรียบเทียบผล

            A (Action)   คือ    การกำหนดเป็นมาตรฐานและปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น

 
3.เครื่องมือนี้ใช้เพื่ออะไร

เพื่อที่จะนำไปสู่การดำเนินการแก้ปัญหา ปรับปรุง และพัฒนางานให้สำเร็จลุล่วงไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้  คือ วงจรเดมมิ่ง (Deming Cycle)

4. ข้อดีและข้อเสียของ PDCA
    ข้อดี :
      §  การนำวงจร PDCA ไปใช้ ทำให้ผู้ปฏิบัติมีการวางแผน ป้องกันปัญหาที่ไม่ควรเกิด ช่วยลดความสับสนในการทำงาน ลดการใช้ทรัพยากรมากหรือน้อยเกินความพอดี ลดความสูญเสียในรูปแบบต่างๆ
      §  การทำงานที่มีการตรวจสอบเป็นระยะ ทำให้การปฏิบัติงานมีความรัดกุมขึ้น และแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วก่อนจะลุกลาม
      §   การตรวจสอบที่นาไปสู่การแก้ไขปรับปรุง ทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วไม่เกิดซ้ำ หรือลดความรุนแรงของปัญหา ถือเป็นการนาความผิดพลาดมาใช้ให้เกิดประโยชน์
      §  การใช้ PDCA เพื่อการแก้ปัญหา ด้วยการตรวจสอบว่ามีอะไรบ้างที่เป็นปัญหา เมื่อหาปัญหาได้ ก็นำมาวางแผนเพื่อดำเนินการตามวงจร PDCA ต่อไป

5.ใช้อย่างไร (หรือจัดทำอย่างไร) การนำวงจร PDCA ไปใช้อย่างสัมฤทธิผล
      §  Plan : ผู้บริหารกำหนดแผนงานร่วมกับพนักงานทุกระดับ

      §  Do : พนักงานนำไปปฏิบัติตามแผนงานโดยได้รับความช่วยเหลือจากหัวหน้างาน

§  Check : ตรวจสอบเพื่อค้นหาปัญหาข้างเคียงและวิธีแก้ไขที่เหมาะสมที่สุด

§  Act : กำหนดวิธีแก้ไขเป็นมาตรฐานเพื่อให้พนักงานนำไปปฏิบัติได้สะดวก

6. มีใครนำเครื่องมือนี้ไปใช้บ้างและได้ผลสรุปอย่างไร
            ตัวอย่างการใช้วงจร PDCA ในการพัฒนาคุณ การนำ PDCA ไปใช้ของมหาวิทยาลัยพายัพ
มหาวิทยาลัยพายัพดำเนินการควบคุมคุณภาพในส่วนของปัจจัยนำเข้า (Input) กระบวนการผลิต (Process) ผลผลิต (Output) และผลสัมฤทธิ์จากการดำเนินงาน (Outcome) โดยมุ่งเน้นกระบวนการในวงจรคุณภาพของเดมมิ่ง (Quality Cycle of Deming’s Theory: PDCA)

ที่มา : สมประสงค์ เสนารัตน์ นิสิตปริญญาเอก สาขาวิจัยและประเมินผลการศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

7.กรณีศึกษา
       ตัวอย่างการใช้วงจร PDCA ในการพัฒนาคุณภาพการทำ Kaizen ด้วยวงจร PDCA ของ TOYOTA
เป็นที่ยอมรับกันว่า TOYOTA มีประสิทธิภาพการผลิตสูงโดยบริษัท  โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทจำกัด ได้มีส่วนร่วมกับบริษัทแม่ ในประเทศญี่ปุ่นออกแบบรถยนต์มีการพัฒนาให้มีสายงานเทคนิคที่รับผิดชอบการออกแบบรถยนต์ด้วย โดยการปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่องเป็นส่วนหนึ่งใน TOYOTA WAY โดยแนวคิดว่า Kaizen เท่ากับ ContinuousImprovement คือ การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ภายใต้กระบวนการ Plan-Do-Check-Act (PDCA) คือ การดูปัญหา วางแผนหาวิธีแก้ปัญหา ทดลอง แล้วตรวจสอบว่าแก้ปัญหาได้หรือไม่ ถ้าเป็นวิธีที่ดีก็นำไปใช้ รถยนต์ที่ผลิตออกมาจะมีการทำ Kaizenกันทุกวัน คือปรับปรุงไปเรื่อย ๆ รายละเอียดชิ้นส่วนจะเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ภายหลังจากมีการทดลอง ทดสอบแล้ว พบว่าอะไรที่ทำให้ดีขึ้น ก็จะนำมาใช้ในการปรับปรุงงาน

 

ขอบคุณที่มาของข้อมูล
                                                            คุณอภิชา  กิจเชวงกุล

 

รวบรวมโดย
นางสาวรุ่งลักษมี   รอดขำ
DBA 04 มหาวิทยาลัยศรีปทุม